อำนาจหน้าที่

        อำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. จำแนกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้


   อำนาจหน้าที่หลัก ตามมาตรา 16   ได้แก่

         (1) กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ

         (2) กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมาย

   อำนาจหน้าที่ทั่วไป ตามมาตรา 18   ซึ่งเป็นอำนาจนอกเหนือจากอำนาจตามมาตรา 16 ได้แก่

          (1) ออกระเบียบ ประกาศ หรือมีมติในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจ และ วิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามแบบแผนและนโยบายที่ ก.ต.ช. กำหนด

           (2) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 วรรคสอง

           (3) พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ

           (4) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับ ตำรวจภูธรจังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่น ในกรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม

           (5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ต.ช. มอบหมาย

           (6) ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย การบริหารราชการตำรวจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น ในการนี้ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารราชการตำรวจกรุงเทพมหานคร จังหวัด และสถานีตำรวจต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงาน ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณี โดยองค์ประกอบ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจให้เป็นไป ตามระเบียบที่ ก.ต.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

          (7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้ เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช.

   อำนาจหน้าที่อื่น ๆ

           นอกจากอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 16 และมาตรา 18 แล้ว พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ยังได้กำหนดให้ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

          (1) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหรือพนักงาน  เจ้าหน้าที่อื่น (มาตรา 6 (3) (4) (5) และวรรคสอง)

          (2) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการ ตำรวจ (มาตรา 7)

          (3) กำหนดวันเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจที่แตกต่างไปจากที่คณะ รัฐมนตรีกำหนด (มาตรา 9)

          (4) กำหนดหลักเกณฑ์การให้ผู้บัญชาการมีอำนาจในฐานะอธิบดีหรือแทนผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ (มาตรา 14 วรรคท้าย)

          (5) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ต.ช. (มาตรา 17 วรรคสาม, 125)

          (6) กำหนดข้อบังคับ ก.ต.ช.ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ต.ช. (มาตรา 23 วรรคท้าย)

          (7) ให้ความเห็นชอบการกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ตำแหน่ง ผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป (มาตรา 45 วรรคสอง)

          (8) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะระงับการใช้ อำนาจของผู้บัญชาการไว้เป็นการชั่วคราวและการใช้อำนาจดังกล่าวของผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (มาตรา 73 วรรคท้าย)

          (9) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบริหารกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา (มาตรา 116 (1)) และให้ความเห็นชอบระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ(มาตรา 116 (2))

 

    การดำเนินนโยบายของ ก.ต.ช.

     ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. ได้ดำเนินนโยบายการบริหารราชการตำรวจไว้ดังนี้

  การกำหนดนโยบาย

      กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ โดยใช้ยุทธศาสตร์เป็นตัวนำ โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปจัดทำแผนงาน โครงการ งบประมาณ เป้าหมายความสำเร็จของงาน และตัวชี้วัด (KPI) โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะต้องนำเป้าหมายความสำเร็จของงานและตัวชี้วัด นี้ไปทำคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีกับรัฐบาล (โดย ก.พ.ร.) ด้วย ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้จัดทำแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2550 – 2554 เป็นแผนปฏิบัติการหลักในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งกำหนดให้มีการตรวจสอบติดตามและประเมินผลต่อไป

  การตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลตามนโยบาย

    (1) การรายงานผลการดำเนินการ

      กำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามห้วงระยะเวลา 3 ระยะ คือ ระยะ 6 เดือน 9 เดือน และ 12 เดือนของปีงบประมาณ (โดยยึดตามแนวทางเช่นเดียวกับการรายงานผลความสำเร็จของงานตามตัวชี้วัดที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำความตกลงไว้กับรัฐบาลโดย ก.พ.ร.) รวมทั้งกำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานผลการทำความตกลงตามคำรับรองการปฏิบัติ ราชการประจำปีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับรัฐบาล (โดย ก.พ.ร.) และรายงานความสัมฤทธิ์ผลตามตัวชี้วัดความสำเร็จของงานต่อ ก.ต.ช. เพื่อรับรู้รับทราบ กำกับดูแลการปฏิบัติราชการและพิจารณาปรับปรุงหรือพัฒนานโยบายของ ก.ต.ช. ต่อไป

     (2) การตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและวัดผล

กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ต.ช.) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนัยมาตรา 18(5) ปัจจุบันมีจำนวน 1 คณะ คือคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการติดตามและวัดผลนโยบาย ก.ต.ช. และยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (อ.ก.ต.ช.ติดตามและวัดผล) มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

          (2.1) ติดตามและวัดผลการปฏิบัติตามนโยบายของ ก.ต.ช. และยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนอาจใช้กลไกของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ กรุงเทพมหานคร จังหวัด และสถานีตำรวจเพื่อการนี้

          (2.2) ตรวจสอบเชิงยุทธศาสตร์ โดยทบทวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ความเสี่ยง และประเมินสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์หรือการนำยุทธศาสตร์ไป ปฏิบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติให้ทันต่อสถานการณ์และปัญหา

     (3) การตั้งองค์กร กต.ตร.     

       กำหนดให้มีองค์กรคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงาน ตำรวจของกรุงเทพมหานคร จังหวัดและสถานีตำรวจ เรียกโดยย่อว่า กต.ตร.กทม. กต.ตร.จังหวัด และ กต.ตร.สถานีตำรวจ (สน./สภ) เป็นองค์กรช่วยเหลือ ก.ต.ช. ในการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการบริหารงานของข้าราชการตำรวจในเขตพื้นที่ แล้วรายงาน ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณี

 การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อื่น ๆ

       ส่วนการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. ตามที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนด ได้ออกระเบียบ หรือข้อบังคับ และประกาศซึ่งมีผลใช้บังคับไปแล้ว เช่น

      (1) การดำเนินการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามนัยมาตรา 17(2) และมาตรา 19 ก.ต.ช. ได้ออกระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2549 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา ก.ต.ช. ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร การวางแผนหรือการบริหารและจัดการ

      (2) การดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย ตามนัยมาตรา 18(6) ก.ต.ช. ได้ออกระเบียบ ก.ต.ช. รวม 2 ฉบับ

            (2.1) ระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ พ.ศ. 2549 กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจของกรุงเทพมหานคร จังหวัด และสถานีตำรวจต่าง ๆ (เรียกโดยย่อว่า กต.ตร.กทม. กต.ตร.จังหวัด และ กต.ตร.สถานีตำรวจ ตามลำดับ) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในเขตพื้นที่

            (2.2) ระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน กต.ตร.กทม.

        (3) การดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีข้อเสนอแนะของประชาชนต่อ ก.ต.ช. และ กต.ตร. ระดับต่าง ๆ ซึ่งอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา 18(1) และ (6) ก.ต.ช. ได้ออกระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยการรับคำร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะของประชาชน พ.ศ. 2549 วางแนวทางการดำเนินการไว้ โดยในส่วนของ ก.ต.ช. นั้น ได้เคยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือในการกลั่นกรองเรื่อง ร้องเรียนและข้อเสนอแนะด้วย แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวไปแล้วตามมติ ก.ต.ช. ครั้งที่ 5 / 2550 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550

       (4) การดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมตามนัยมาตรา 23 ก.ต.ช. ได้ออกข้อบังคับ ก.ต.ช. ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ต.ช. และของคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. พ.ศ. 2547 สำหรับใช้ในการประชุมและการลงมติของ ก.ต.ช. อ.ก.ต.ช. และ กต.ตร. ระดับต่าง ๆ

       (5) การดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการ ตำรวจ ตามนัยมาตรา 7 ก.ต.ช. ได้ออกระเบียบ ก.ต.ช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการ ตำรวจ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ ลักษณะและวิธีการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ เพื่อป้องกันและปราบปราม การกระทำความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่

      การบริหารและกระบวนการติดตามและวัดผลนโยบาย ก.ต.ช. และความสัมพันธ์ระหว่าง ก.ต.ช. ก.ตร. กต.ตร. และหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรากฏตามแผนภูมิ